กรน (Snore)

เสียงกรนเกิดขึ้นได้อย่างไร


เสียงกรนเกิดจาการอุดกั้นของทางเดินหายใจตั้งแต่จมูกลงไปถึงคอ ได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน โคนลิ้น ทอนซิลมีความหนา หรือโตขึ้น และไปกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้แคบลงในขณะหลับ และลิ้นตกลงด้านล่าง ไปกดทางเดินหายใจทำให้ลมหายใจเข้าออกแรงกว่าปกติ เกิดการกระแทกกันของผนังคอ ส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือนเกิดเป็นสียงกรนได้


สาเหตุของการนอนกรน 
1. อายุมากขึ้น กล้ามเนื้อต่างๆหย่อนยาน รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ บริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบดบังทางเดินหายใจได้ง่าย
2. ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางเลื่อนไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน
3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ เกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า 
4. อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย OSA มี Body Mass Index (BMI) > 28 กิโลกรัมต่อ ตารางเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน ผู้ป่วยที่อ้วนมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีเนื้อเยื่อไขมันกระจายพอกอยู่รอบๆทางเดินหายใจส่วนบนมาก ทำให้ขณะที่ผู้ป่วยนอนลง เกิดน้ำหนักกดทับ ทำให้ช่องคอแคบลงได้ กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้โดยง่ายขึ้น 
5. ภูมิแพ้ในจมูก จมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้กรนลำบากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันสามารถรักษาโดยการใช้เลเซอร์และคลื่นวิทยุรักษา
6. ดื่มสุรา หรือยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทางเดินหายใจให้เปิด หมดแรงไป เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังกดการทำงานของสมอง ทำให้สมองตื่นขึ้นมาเมื่อมีภาวะการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง ต่อหัวใจและสมองได้ 
7. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยัง ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ 
8. ในเด็ก อาการนอนกรน มักมีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิล ต่อมอะดินอยด์ โตจากการอักเสบเรื้อรัง แต่ในบางรายพบว่ามีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่
ภาวะหยุดหายใจจากทางเดินหายใจอุดตันในขณะนอนหลับ
(Obstructive sleep apnea หรือ OSA) 
ในขณะที่มีการหยุดหายใจ เนื่องจากทางเดินหายใจอุดตัน ออกซิเจนในเลือดแดงจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ทำ ให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ปอด และสมอง ร่วมกับมีการหายใจที่แรงมาก จนต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจเพื่อพยายามให้ลมหายใจสามารถผ่านตำแหน่งที่ตีบตันไปให้ได้ ภาวะนี้จะกระตุ้นให้สมองที่กำลังหลับสนิทอยู่ต้องตื่นขึ้นมา ทางเดินหายใจจะ ถูกเปิดขึ้นและทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดได้อีก ตอนนี้เองออกซิเจนในเลือดแดงจะกลับสูง ขึ้นมา แต่หลังจากนั้นไม่นาน สมองจะเริ่มหลับอีก การหายใจก็จะเริ่มขัดข้องอีกครั้ง แล้วปลุกสมองให้ตื่น ขึ้นอีก วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ไปตลอดคืน ทุกคืน ส่งผลให้สมรรถภาพการนอนหลับเสียไป เนื่องจากมีช่วงเวลาของการนอนหลับสนิทน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น นอนไปได้ตั้ง 7-8 ชั่วโมง คนทั่วไปน่าจะทำให้นอนได้พอ แต่ผู้ป่วยโรคนอนกรนจะยังรู้สึกเหมือนยังนอนไม่อิ่มเลย รวมทั้งผลเสียที่มีต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด สมอง และปอด มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคของหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด ได้มากกว่าคนปกติ เป็นเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร
ถ้าคุณมีอาการดังนี้ อาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ต้องลุกไปถ่าย ปัสสาวะตอนกลางดึก รู้สึกสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก เพราะง่วงนอน ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้า ไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ไม่ได้นอน ดึก บางคนอาจมีอาการร่วมด้วย อาทิเช่น จุกแน่นคอเหมือนมีอะไรติดคอ หูอื้อ หงุดหงิดง่าย โรคนอนกรนหรือนอนกรนชนิดอันตราย อาจทำให้เสียชีวิตได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์
การตรวจการนอนหลับ

เป็นการตรวจด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนของคืนนั้นๆ เป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทเพียงไร โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การตรวจการนอนหลับนี้ประกอบด้วย
การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และ การตรวจวัดการทำงาน ของกล้ามเนื้อขณะหลับ -- > หลับได้สนิทมากน้อยแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอนดีเพียงใด 
การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ -- > หัวใจมีการเต้นผิดจังหวะ ที่ อาจมีอันตรายได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด 
การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ -- > สมอง หัวใจ ขาด ออกซิเจนหรือไม่ 
การตรวจวัดลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทางจมูกและปาก และ การตรวจวัดการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้อง ที่ใช้ในการหายใจ -- > มีการหยุดหายใจหรือเปล่า เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยหรืออันตรายแค่ไหน 
การตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอก และกล้ามเนื้อหน้าท้อง ที่ใช้ในการหายใจ 
การตรวจเสียงกรน -- > กรนจริงหรือไม่ กรนดังค่อยแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะ นอนท่าไหน 
การตรวจท่านอน -- > ในแต่ละท่านอน มีการกรนหรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการตรวจวัดช่วงกลางคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป
การรักษาการนอนหลับที่ผิดปกติในภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
1.ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดยานอนหลับ หรือยากล่อมประสาท หลีกเลี่ยง การดื่มน้ำชา กาแฟ งดการสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง นอนในท่าตะแคง หลีกเลี่ยงการนอนในท่านอนหงาย และควรนอนศีรษะสูงเล็กน้อย เป็นต้น
2.เลเซอร์หรือ การผ่าตัด ก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจการนอนหลับ เพื่อแยกกรณีนอนกรนชนิดไม่อันตรายหรือ ไม่มีการหยุดหายใจ ออกจากนอนกรนชนิดอันตรายหรือมีการหยุดหายใจเสียก่อน สำหรับการผ่าตัดแพทย์จะพิจารณาทำเป็นกรณีไป ขึ้นกับระดับความรุนแรงชนิดของโรค
การผ่าตัดรักษานอนกรน 
- การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิล และ/หรือ ต่อมอะดินอยด์ออก (Tonsillectomy and/orAdenoidectomy) 
- การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน (Uvulopalatopharyngoplasty) 
- การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนโดยเลเซอร์ (LASER-assisted Uvulopalatoplasty) 
- การผ่าตัดเลื่อนคางเพื่อดึงกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้า (Mandibular Osteotomy and Genioglossus Advancement) 
- การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างมาทางด้านหน้า (Bimaxillary Advancement) 
- การผ่าตัดโพรงจมูก
การผ่าตัดจะช่วยขยายทางเดินหายใจบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น เยื่อบุจมูกให้มีขนาดพอเหมาะ ทำให้การหายใจผ่านเข้าออกดีขึ้น ไม่เกิดการอุดตันขณะนอนหลับอีก ไม่ใช่เพียงแต่ลดเสียงกรนอันน่ารำคาญเท่านั้น เมื่อผ่าตัดแล้วสามารถกลับบ้านได้ทันที แต่อาจมีอาการเจ็บแผล 1 สัปดาห์ ภายหลังการผ่าตัด ประมาณ 6 เดือน ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจการนอนหลับซ้ำ เพื่อประเมินว่ายังมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เหลืออยู่หรือไม่เพียงใด
หรือไม่สะดวกในการใช้เครื่อง การผ่าตัดรักษานอนกรน นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้ผลการรักษาดีมาก
การดูแลแผลผ่าตัดและการพักฟื้น
- แผลผ่าตัดในคอหรือต่อมทอนซิล จะมีลักษณะเป็นสีขาว เหมือนแผลร้อนใน เป็นสิ่งที่พบได้เป็นปกติธรรมดา อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นหนองหรือแผลติดเชื้อ คำแนะนำของแพทย์คือ ให้อมกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ แปรงฟันและรักษาความสะอาดของช่องปาก ไม่ใช้เสียงโดยไม่จำเป็น งดการขากเสมหะ งดกระแอมหรือไอ เพราะจะทำให้แผลผ่าตัดได้รับความเสียหาย ทำให้แผลเลือดออก หายช้า หรือแผลฉีกขาดได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการบวมมาก เลือดออกมาก กรุณาติดต่อแพทย์ผู้ผ่าตัด
- ความเจ็บปวดและการบวมของเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับการผ่าตัด เป็นสิ่งที่พบได้เป็นปกติธรรมดา โดยทั่วไปมักจะบวมมากที่สุดประมาณ 48-72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด คำแนะนำของแพทย์ ได้แก่ รับประทานน้ำหรืออาหารเหลวไม่ร้อนมาก เท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และรับประทานยาแก้ปวด
3. การจี้ด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency)
คลื่นวิทยุจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสั่นเทือนเกิดการกระชับตัวและตึงตัวขึ้น ลดการนอนกรนลง เจ็บแผลเล็กน้อย 2-3 วัน ใช้เวลารักษา 15-20 นาที
4. การวางด้ายบริเวณเพดานอ่อน (Pillar Procedure)
ด้ายทำให้บริเวณเพดานอ่อนตึงตัวลดการสั่นสะเทือน ลดการนอนกรน ช่องคอโล่งขึ้นลดการหยุดหายใจขณะหลับ ใช้เวลารักษา 15-20 นาที เจ็บแผลเล็กน้อย 2-3 วัน 
5. เครื่องซีแพพ CPAP(Continuous positive airway pressure)
CPAP เป็นเครื่องผลิตแรงดันอากาศให้เพียงพอในการเปิดทางเดินหายใจในขณะหายใจเข้า โดยส่งอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจผ่านทางหน้ากากครอบจมูก 
ประโยชน์ของ CPAP นอกจากแก้ปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับและทำให้ร่างกายไม่ขาดออกซิเจน และมีคุณภาพการนอนดีขึ้น ยังช่วยลดปัญหาความง่วงนอนช่วงกลางวัน และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดในสมองตีบโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน 
- CPAP จะใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา OSA ได้ผลค่อนข้างดี 
โดยผู้ป่วยจะต้องสวมหน้ากากที่ครอบบริเวณจมูกและรัดให้แน่นและเป่าลมเข้าไปในจมูก โดยให้ ใช้ความดันอากาศประมาณ 4.5-10 เซ็นติเมตรน้ำ เพื่อช่วยถ่างขยายทางเดินหายใจช่วงบนในขณะ หลับ ซึ่งจะช่วยลดการหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดตันลงได้ ทำให้การหยุดหายใจมีความ 
รุนแรงลดลง 
- ปัญหาในการใช้ CPAP 
ได้แก่ จมูกอักเสบ แน่นจมูกในตอนเช้า ตาอักเสบ คอแห้ง จมูกแห้ง รู้สึกรำคาญที่ต้องใส่หน้ากากรู้สึกอึดอัดในทรวงอก นอนหลับยากเนื่องจากเครื่องมีเสียงดัง ทำให้ผู้ป่วยบางคนใช้เครื่อง CPAP เพียงน้อยชั่วโมงต่อคืน หรือเพียงน้อยวันต่อสัปดาห์ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถทนต่ออาการข้าง เคียงและเสียงได้

 

Yoskarn Clinic
..53-55 Rachadamri Rd, Patumwan, Bangkok 10330 THAILAND
Tel. (662) 253-8901 ..(662) 254-7679  Fax:(662) 255-7138  Email:
info@laser-surgery-bangkok.com
Cosmetic Surgery Thailand, Laser Surgery Thailand- Plastic surgery and cosmetic surgery in Thailand
Bangkok Dental
|
Laser Hair Removal Bangkok Hotels

voice-surgery.com bangkokhairremoval.com bangkoknosnoring.com yoskarn.co.th yoskarn.com bangkok-dental.com